กินอาหารเป็นยา ตามหลักแพทย์แผนไทย | VATA

การดูแลสุขภาพเริ่มต้นจากวิถีชีวิตที่สมดุล ทั้งการรับประทานอาหาร การใช้สมุนไพรไทย และการสร้างบรรยากาศแห่งการผ่อนคลายด้วยเครื่องหอมธรรมชาติ เพื่อสืบสานภูมิปัญญาไทยให้เป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวันอย่างเรียบง่ายและยั่งยืน
ผู้เขียนเป็นแพทย์แผนไทยคนหนึ่ง ที่ได้เรียนรู้เพื่อจุดประสงค์ของการนำไปใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ทางแพทย์แผนไทย และความต้องการช่วยเหลือโดยการเป็นจิตอาสาเพื่อตรวจเยี่ยมคนไข้ จากการได้ไกล้ชิดชุมชน การเข้าแลกเปลี่ยนความรู้เเรื่องการใช้สมุนไพรตามแนวของสาธารณสุขมูลฐาน ก็มักจะได้คำถามจากชาววบ้านเสมอเรื่องสมุนไพรเดี่ยวรักษาโรคได้จริงมั้ย เช่นขมิ้นชันรักษาโรคแผลในกระเพาะ ใบมะละกอต้านมะเร็ง ใบย่านางเป็นสารต้านอนุมูลอิสสระ เป็นต้น ก่อนอื่นต้องขอบอกว่าสมุนไพรหลายๆตัวได้ผ่านงานวิจัยมาแทบทั้งสิ้นจากมมหาวิทยาลัย หรือหน่วยงานทางวิทยาศาสตร์หลายแห่ง ว่ามีคุณสมบัติจริง เกิดกระแสแชร์กันใน Social ค่อนข้างมาก แต่เค้าไม่ได้บอกวิธีกินนี่ซิ ชาวบ้านๆหลายๆคนก็นำไปต้มกิน อย่างเช่นพ่อขอผู้เขียนซึ่งเกษียณและไปอยู่บ้านสวน ก็ต้มกินไปเกือบเดือน ผู้เขียนได้กลับไปสวนเห็นตัวซีดขาวสอบถามถึงทราบความจริง สมุนไพรนั้นมีทั้งคุณและโทษในตัว การใช้สมุนไพรเดี่ยวไม่ใช่เข้าตำรับยายังมีโทษมากกว่าคุณ ยิ่งการกินเป็นระยะเวลานานยิ่งส่งผลต่อ ตับ ไต และระบบอื่นในร่างกายได้
ตามหลักแพทย์แผนไทย ร่างกายคนเรานั้น ความสมดุลคือการปรับร้อนและเย็น และรสก็มี 6รส คือ เผ็ด หวาน เปรี้ยว เค็ม ขม ฝาด รสทั้ง 6 นี้ ถ้า บริโภคแต่พอดีก็เป็นสุขไม่เกิดโทษ
การใช้สมุนไพร จึงมีคำว่า " กินยาเป็นอาหาร" ยิ่งสมุนไพรรอบตัวเรามีมากมาย ทั้ง มะกรูด ตะไคร้ ขิง ขมิ้น ข่า มะนาว ฯลฯพอเหมาะพอดีออกมาเป็นเมนู ที่เป็นเอกลักษณ์ของไทยมากมาย เพียงแต่การเลือกกินให้ถูกเวลาจึงนับว่ามีความสำคัญ ไม่ควรกินอะไรซำ๊กัน ควรปรับเปลี่ยนหมุนเวียน และควรเป็นสมุนไพร ผัก ผลไม้ ตามดูกาล
ตอนเช้า เป็นช่วงเวลา ที่ร่างกายเริ่มตื่น ระบบต่าง ๆ ยังทำงานไม่เต็มที่ การเลือกรับประทานอาหารอุ่น ย่อยง่าย จะช่วยกระตุ้นระบบย่อยอาหารและการไหลเวียนของร่างกาย
เหมาะกับสมุนไพร เช่น ขิง, พริกไทย , รากผักชี แม้จะมีฤทธิ์ร้อนแต่ถ้าใช้พอดี ก็จะกระตุ้นร่างกายให้ตื่นตัวและช่วยกระตุ้นให้เตรียมรับระบบย่อย เผาผลาญต่อไป
เมนูควรเป็นแกงจืดใส่ผัก หรือข้าวต้ม หลีกเลี่ยงอาหารมันจัด หวานจัด และเย็นจัด น้ำสมุนไพรควรเป็นรสเปรี้ยวเพื่อช่วยเรื่องเสมหะ เช่นชามะนาว หรือน้ำมะนาวผสมน้ำผึ้ง
ตอนเที่ยงเป็นช่วงที่ไฟธาตุทำงานดีที่สุด เหมาะสำหรับการรับประทานอาหารมื้อหลัก เพราะร่างกายสามารถย่อยและดูดซึมสารอาหารได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกใช้สมุนไพรอาจหลากหลายขึ้น รสควรเป็นรสขม เปรี้ยว เมนูเช่น ผัดผัก แกงส้ม น้ำพริก(ไม่เผ็ดเกินไป) แกงจืดมะระ ต้มข่าไก่ และควรทานน้ำสมุนไพรฤทธิ์เย็น เพื่อสร้างสมดุลมื้ออาหาร เช่น น้ำใบเตย น้ำเก้กฮวย น้ำใบบัวบก
ตอนเย็น เป็นช่วงร่างการผ่านความเครียดจากการทำงาน อาหารไม่ควรทานเกิน 6 โมงเย็น และเป็นแกงจืด อาหารกลุ่มโปรตีนจากปลา ไม่ทานผักสด ควรเป็นผักต้ม และน้ำสมุนไพรควรเป็นน้ำขิงเพราะความเผ็ดร้อนช่วยเรื่องลม อาการแน่นท้อง , ชาพวกดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม เช่นชามะลิ ชาเก้กฮวย เพราะจะช่วยลดอาการอ่อนล้า และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
ให้เคี้ยวอาหารให้ละเอียด,ทานอาหารเป็นเวลา,ไม่รับประทานจนแน่นเกินไป. หลีกเลี่ยงอาหารรสจัดทุกมื้อ, อาหารแปรรูปเช่นใส้กรอก ลูกชิ้น และดื่มน้ำในปริมาณเหมาะสมซึ่งเฉลี่ยควรอยู่ที่ 1.5-3 ลิตร แล้วแต่น้ำหนักของแต่ละคนและพักผ่อนให้เพียงพอ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ
สรุป
การกินอาหารเป็นยา ไม่ใช่การงดของอร่อย ไม่จำเป็นต้องเลือกกินอาหารตามธาตุ แต่คือการเลือกอาหารให้เหมาะกับร่างกาย เวลา และวิถีชีวิตของตนเอง
เมื่อเราเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย เลือกอาหารที่เหมาะสม และใช้สมุนไพรไทยเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพในชีวิตประจำวัน ก็เป็นอีกก้าวหนึ่งของการสร้างสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืน ตามภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย

